ประกันอัคคีภัย

อัคคึภัย

ประกันอัคคีภัย

ประกันอัคคีภัย คือ การประกันอัคคีภัยที่เกิดตามกรมธรรม์มาตรฐาน ให้ความคุ้มครอง ความเสี่ยงภัย ของทรัพย์สินที่เกิดจากเพลิงไหม้ ฟ้าผ่า หรือ การเกิดระเบิดของแก็สที่ใช้ในการหุงต้ม หรือให้แสงสว่างเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย

ทั้งนี้ได้คุ้มครองรวมไปถึงความเสียหายที่เกิดจากเหตุต่อเนื่องจากอัคคีภัย เช่น ความเสียหายเพราะควัน ความเสียหายจากน้ำ (การฉีดน้ำดับเพลิงของเจ้าหน้าที่เพื่อตัดต้นไฟทำให้ทรัพย์สินเกิดความเสียหาย) หรือจากสารเคมีที่ใช้ในการดับไฟ โดยที่จะต้องมีการลุกไหม้เกิดขึ้นจริง เกิดจากไฟที่จุดเพื่อการใช้งานปกติ แต่เกิดลุกลามเกินขอบเขตที่จำกัด โดยมีบางอย่างถูกเผาไหม้โดยสิ่งนั้นไม่ควรถูกเผาไหม้ และต้องเกิดโดยอุบัติเหตุหรือโดยบังเอิญ

ทรัพย์สินที่สามารถทำประกันอัคคีภัยได้ คือ

1. สิ่งปลูกสร้าง

สิ่งปลูกสร้าง(ไม่รวมรากฐาน) หมายถึง บ้านที่อยู่อาศัย ทาวน์เฮาส์ อาคารพาณิชย์ ห้องชุดสำหรับอยู่อาศัย ในแฟลต คอนโดมิเนียม โรงรถและอาคารย่อย เช่น ห้องครัว รั้ว กำแพง ประตู รวมทั้งส่วนปรับปรุงต่อเติม

2.ทรัพย์สินภายในสิ่งปลูกสร้าง

ทรัพย์สินภายในสิ่งปลูกสร้าง หมายถึง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่ง เครื่องใช้ภายในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน เครื่องดนตรี เครื่องเสียง เครื่องครัว เครื่องนุ่งห่ม และทรัพย์สินอื่นๆ เพื่อการอยู่อาศัยของผู้เอาประกันภัย หรือบุคคลซึ่งตามปกติพักอาศัยอยู่กับผู้เอาประกันภัย

ความคุ้มครองที่ได้รับจากการประกันอัคคีภัย

ความคุ้มครองพื้นฐาน เพลิงไหม้ ฟ้าผ่า และการระเบิดของแก๊สที่ใช้ประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัย หรือใช้สำหรับทำแสงสว่าง – ความเสียหายต่อเนื่องอันเกิดจากไฟไหม้ ได้แก่ ความร้อน ควัน น้ำหรือสิ่งอื่นใดที่ใช้ในการดับเพลิง และการกระทำการดับเพลิงของพนักงานในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

  ภัยเพิ่มพิเศษ เช่น ภัยลมพายุ ภัยจากลูกเห็บ ภัยระเบิด ภัยทางอากาศ ภัยจากยวดยานพาหนะ ภัยจากควัน ภัยแผ่นดินไหว ภัยน้ำท่วม ภัยเนื่องจากน้ำ ภัยต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า ภัยจลาจล และนัดหยุดงาน ภัยเนื่องจากการกระทำอย่างป่าเถื่อน และเจตนาร้าย เป็นต้น

 การประกันอัคคีภัยจะไม่คุ้มครองทรัพย์สินดังต่อไปนี้ (เว้นแต่จะได้ระบุไว้โดยชัดแจ้ง)

  1. สินค้าซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้เอาประกันภัยในฐานะผู้รักษาทรัพย์ (ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สิน)
  2. เงินแท่ง ทองแท่ง หรืออัญมณีมีค่า
  3. โบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุที่มีมูลค่าเกินกว่า 2,000 บาท
  4. ต้นฉบับ เอกสารแบบแปลน แผนผัง ภาพเขียน รูปออกแบบลวดลาย หรือแบบพิมพ์
  5. หลักประกันหนี้สิน หลักทรัพย์ เอกสารสำคัญ แสตมป์ เงินสด เช็ค หนังสือเกี่ยวกับธุรกิจ เป็นต้น
  6. วัตถุระเบิด
  7. เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า
  8. ทรัพย์สินที่เสียหายแล้วจากแรงระเบิด

 

กรณีที่กำหนดจำนวนเงินเอาประกันสูงกว่ามูลค่าทรัพย์สินที่แท้จริง (Over Insurance)

        การกำหนดแบบนี้ผู้เอาประกันจะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยสูงเกินจริง เพราะเมื่อเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน บริษัทฯ จะชดใช้ตามมูลค่าที่แท้จริง ไม่เกินทุนเอาประกันภัย เช่น บ้านของนาย ก. มีมูลค่า 10 ล้านบาท ได้ซื้อกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยไว้ เป็นจำนวน 15 ล้านบาท ต่อมาเกิดไฟไหม้ขึ้นเสียหายทั้งหลัง ถ้าบริษัทฯ มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าบ้านหลังดังกล่าว มีมูลค่าที่แท้จริงเพียง 10 ล้านบาท ก็จะชดใช้เพียง 10 ล้านบาท เพราะฉะนั้นจำนวนทุนประกันที่เกินไป 5 ล้านบาท เท่ากับว่านาย ก. ได้จ่ายไปโดยไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

กรณีที่กำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินที่แท้จริง (Under Insurance)

การกำหนดเช่นนี้ เท่ากับว่าผู้เอาประกันภัยตั้งใจที่จะจ่ายเบี้ยประกันน้อยลงโดยกำหนดทุนประกันต่ำกว่าราคาทรัพย์สิน และเมื่อทรัพย์สินเกิดความเสียหายตามกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย ผู้เอาประกันภัยจะได้รับชดใช้ ตามส่วนเฉลี่ยของความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ถ้าบ้านนาย ก. มีมูลค่า 10 ล้านบาท ได้ซื้อกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย เป็นจำนวน 5 ล้านบาท ต่อมาเมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้น บริษัทฯ ได้พิสูจน์แล้วว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเสียหายเพียงบางส่วนเป็นจำนวน 5 ล้านบาท บริษัทฯ จะชดใช้โดยการเฉลี่ย

ภาพ:สูตร.jpg

ในการประกันอัคคีภัย โดยทั่วไปจะมีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี แต่ผู้เอาประกันภัยสามารถขอซื้อความคุ้มครองระยะสั้น หรือระยะยาว ได้ไม่เกิน 30 ปี (เฉพาะภัยที่อยู่อาศัยเท่านั้น) ในการทำประกันภัยระยะยาวจะมีข้อดี คือ ค่าเบี้ยประกันจะถูกกว่าแบบรายปี เพราะทางบริษัทฯ จะมีส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัยให้ เนื่องจากเป็นการชำระเบี้ยประกันเพียงครั้งเดียว แต่ข้อเสีย คือ ในเรื่องทุนประกันอาจไม่ได้มีการปรับให้เหมาะสมกับราคาที่แท้จริง ณ เวลา นั้น ๆ

วิธีการคำนวณค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย

โดยทั่วไปการคำนวนค่าเบี้ยประกันภัยจะคำนวนตามอัตราค่าเบี้ยประกันที่ได้มีการระบุไว้ชัดแจ้งแล้ว โดยคำนึงถึงรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.ลักษณะการเสี่ยงภัยว่าเป็นภัยชนิดใด ในกรณีที่เป็นภัยที่มีความเสี่ยงภัยมาก ค่าเบี้ยประกันก็จะสูงกว่าภัยที่มีความเสี่ยงต่ำ

2.สถานที่ตั้งว่าอยู่ในเขตใด เป็นเขตอันตรายหรืออยู่ในเขต ภูมิภาค

3.ระยะห่างของสถานที่เอาประกันภัย กับสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ เช่น สถานที่เอาประกันภัย อยู่ติดกับปั๊มน้ำมันค่าเบี้ยประกันก็จะแพงกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงกว่า

4.สถานที่เอาประกันมีระบบความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด เช่น ถ้ามีการติดตั้งประตูกันไฟ จะต้องมีความหนาไม่น้อยกว่า 4 นิ้ว และทำด้วยเหล็กที่มีความทนไฟ จะทำให้ค่าเบี้ยประกันถูกลงกว่าสถานที่ที่ไม่มีประตูกันไฟ หรือมีการติดตั้งระบบพรมน้ำอัตโนมัติ หรือถังดับเพลิงไว้เพียงพอ หรือมีกำแพงกั้นตลอดหรือไม่ (โดยที่กำแพงจะต้องทำด้วยคอนกรีตหนาอย่างน้อย 8 นิ้ว และสูงกว่าหลังคาเป็นคอนกรีต

5.ลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง จะมีการแบ่งลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้างไว้ 3 ชั้นคือ

สิ่งปลูกสร้างชั้น 1 คือมีโครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก มากกว่า 80%ของทั้งหมด และผนังฉาบปูนทั้ง 2 ด้าน

สิ่งปลูกสร้างชั้น 2 คือมีโครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก มากกว่า50 %ของทั้งหมด และผนังฉาบปูนทั้ง 2 ด้าน

สิ่งปลูกสร้างชั้น 3 เป็นอาคารที่ไม่ตรงตามสิ่งปลูกสร้างชั้นที่ 1 และ 2 ให้ถือว่าเป็นชั้น 3


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s